คำพยาน
Testimonies
คุณวิรัชสันห์ วิรุฬหดิลกวณิช
ผมชื่อนายวิรัชสันห์ วิรุฬหดิลกวณิช ชื่อเล่น นิ้ง อายุ 35 ปี ผมเกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ชีวิตมีความสุขสบายตั้งแต่เด็ก เรียนหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดีมาตลอด ผมมีความใฝ่ฝันซึ่งส่วนหนึ่งอาจถูกปลูกฝังมาจากครอบครัวตั้งแต่เด็กๆว่า ชีวิตต้องประสบความสำเร็จ มีการงานที่มั่นคง ผมตั้งใจว่าจะเป็นคนที่พึ่งพาตัวเอง เป็นหลักชัยให้กับครอบครัวและคนรอบข้างได้ แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี 2540 พ่อผมต้องปิดกิจการโรงงานส่งออก ฐานะครอบครัวเริ่มลำบาก หลังจากจบมหาวิทยาลัยปี 2541 ผมเริ่มงานที่โรงงานการ์เม้นท์แห่งหนึ่ง ผมตั้งใจทำงานหนักและเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์ความรู้ด้านการ์เม้นท์เต็มที่ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งผมจะมีธุรกิจการ์เม้นท์เป็นของตัวเองให้ได้ และช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความเจริญรุ่งเรืองในด้านการงานอย่างมาก
แต่อีกด้านของชีวิต ผมเคยเป็นคนที่มีความเชื่อเรื่องบุญกุศล เพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ว่าที่เรามีมากกว่าคนอื่น เพราะเราเคยทำบุญสะสมมาแต่อดีตชาติ และที่เรามีปัญหาชีวิต ก็เพราะเคยทำกรรมมาแต่อดีตชาติเช่นกัน ฉะนั้นหากอยากได้ดี อยากรวย ต้องหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมทำงานวันจันทร์ – เสาร์ ในวันอาทิตย์ผมจะเข้าวัดทำบุญ ถวายสังฆทาน เทศกาลเข้าพรรษา ผมจะซื้อเทียนพรรษาต้นใหญ่ 1.5 เมตร พาคุณแม่ไปถวายที่วัดทุก ๆ ปี สวดมนต์วันละ 2 ชั่วโมง ทั้งภาษาบาลีและจีน นั่งกรรมฐาน บริจาคโลงศพ บริจาคข้าวสาร ปล่อยนก ปล่อยปลา บริจาคโลหิตทุก 3 เดือน บริจาคร่างกาย ทำบุญทุกวัดทั่วประเทศไทย ทานอาหารเจตลอดชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการติดหนี้ชีวิต ผมตระเวนไปทั่วหวังว่าจะสร้างเสริมบารมีให้กับตัวเอง ผมช่วยงานรับเป็นพิธีกรเอก-โท ยืนด้านข้างโต๊ะพระช่วยอาจารย์ใหญ่ทำพิธีถ่ายทอดธรรมและงานประชุมธรรมต่างๆ นับเวลารวม 7 ปี ตลอดเวลานั้น ผมมีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ไม่ยากจน แต่ความสุขใจนั้นมีบ้างเป็นครั้งคราว เวลาสวดมนต์ ไหว้พระ จะเป็น 100 หรือ 1,000 กราบ หรือทำบุญ ช่วยงานธรรม กลับมาก็มีความสุขในใจบ้าง แต่ความสุขทางใจนั้นอยู่ไม่นาน ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็หายไป ต้องทำบุญใหม่ ทำอยู่เรื่อย ๆ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีความสุขใจ เหมือนทานอาหารแล้วอิ่มสักพัก อีกสักครู่แล้วก็หิวอีก ความสุขทางใจที่ผมได้จากการทำบุญสร้างกุศล ก็เป็นเช่นนั้น คือต้องทำเรื่อยๆ ถ้าหยุดทำเมื่อไร ก็จะไม่สุขใจเมื่อนั้น
ปลายปี 2552 ผมลาออกจากงานประจำที่ทำ เพราะตั้งใจเข้าไปในสถานธรรม เพื่อหวังจะสร้างบุญกุศลให้มากขึ้น แต่ก็ไม่รู้สึกอิ่มเอมใจ ทั้งที่ทุ่มแรงกายแรงใจ อดข้าว ประหยัดเงิน เพื่อทำบุญทุกสัปดาห์ สวดมนต์ กราบพระ ช่วยงานธรรมสุดชีวิต แต่กลับได้ความว่างเปล่า ผมรู้สึกถึงความอ้างว้างและไร้ค่า ตื่นเช้ามาคนอื่นไปทำงาน แต่ผมอยู่ในห้องพัก รอเวลาให้ผ่านไปวัน ๆ ไม่มีความหวังในชีวิต และเริ่มคิดฆ่าตัวตาย ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร วันหนึ่งจำได้ว่าเป็นวันเสาร์ ผมตื่นมาตอน 8 โมงเช้า พูดกับฝ้าเพดานว่า เบื่อชีวิต อยากตายจังเลย แล้วผมก็หลับไป ตื่นมาอีกที 9 โมง ลุกขึ้นมาเข้าเน็ตพิมพ์คำว่า “ที่ปรึกษาปัญหาชีวิต” เจอรายชื่อคริสตจักรมากมาย ผมลองเข้าเว็บไซต์ คริสตจักรพระสัญญา ปากน้ำ และได้โทรคุยกับอาจารย์ ท่านกล่าวกับผมว่า “ห้ามฆ่าตัวตายนะ พระเจ้าสร้างเราขึ้นมา หากเราฆ่าตัวตาย เท่ากับหมิ่นพระเกียรติพระเจ้า” อาจารย์ เรียกผมรับเชื่อทางโทรศัพท์ และเรียกผมไปเรียนพระคัมภีร์กับอาจารย์ที่โบสถ์ แต่ตอนนั้นผมทานเจและยังมีความเชื่อในงานธรรม ก็ไม่กล้าไปโบสถ์ กระทั่งเวลาผ่านไป 2 เดือน ผมก็ยังลอยเคว้งคว้าง ไม่เห็นทางออกในชีวิต ทั้งตกงาน และไม่มีความหวังใด ๆ ผมตัดสินใจโทรกลับไปหาอาจารย์ อาจารย์ท้าทายให้ผมเดินกับพระเจ้า 3 เดือน แล้วดูว่าถ้าชีวิตของผมดีขึ้นก็เดินกับพระเจ้าตลอดไป แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่คิด ผมจะกลับไปทางเดิม ก็ไม่มีใครห้ามผมรับคำท้าทายนั้น และมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ถวายสิบลด พึ่งพาองค์พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว ช่วงเดือนแรก ผมยังทานเจอยู่ ไม่กล้าทานข้าวโบสถ์ เนื่องจากความเชื่อยังสับสนปนเป กลัวแตกเจแล้วตกนรกหมกไหม้ พอนมัสการพระเจ้าเสร็จตอนเที่ยง ผมค่อยออกไปหาอาหารเจทานข้างนอก แต่ในไม่ช้า ผมเริ่มมีความรู้สึกอบอุ่นใจ มีความหวัง และมีคำพูดในใจลึกๆ ตลอดเวลาว่า “รอด รอด รอด” สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในเช้าวันนั้น เมื่อผมอ่านพระธรรมโคโลสี 2:6-19 เรื่องความบริบูรณ์ของพระคริสต์ วันนั้นผมมีความเชื่อในพระเจ้าเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ผมสัมผัสได้ว่าความเชื่อนั้นเป็นของประทานจริง ๆ ไม่ใช่เราสร้างขึ้นมาเอง ผมเลิกทานเจ เพราะผมมีความเชื่อวางใจในชีวิตที่อยู่เหนือธรรมบัญญัติ ผมมีสันติสุขตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเดินกับพระองค์ เป็นสันติสุขที่เกิดขึ้นภายในใจ มีเสถียรภาพมั่นคง และยั่งยืน ผมไม่ต้องไปบีบคั้นทำพิธีนั้น หรือทำพิธีนี้ เพื่อให้ได้ความสุขนี้มา ผมไม่เครียด ไม่ปวดหัวไมเกรนอีกเลย ผมรู้ว่าผมได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณแล้ว คือ สันติสุขที่มาจากพระเจ้า ซึ่งเป็นความสุขที่ผมพยายามขวนขวายหามาตลอดชีวิต แต่ไม่เคยได้รับ จนกระทั่ง ได้มาพบกับพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า


